qcoach · คู่มือ ← กลับไปที่โปรแกรม

โปรแกรมช่วยคิดสำหรับคนขายออปชัน

เอกสารนี้อธิบายทุกหน้าจอ ว่าใช้ทำอะไร ดูตัวเลขไหน และที่สำคัญที่สุดคือ มันทำอะไรไม่ได้บ้าง — เขียนให้คนที่ไม่เคยเทรดออปชันมาก่อนอ่านรู้เรื่อง

ระบบนี้คืออะไร ในภาษาที่ไม่ต้องรู้ศัพท์

การ “ขายออปชัน” ที่โปรแกรมนี้ช่วยดูแล ให้นึกภาพว่า คุณเป็นคนขายประกัน คุณเก็บเบี้ยจากคนที่กลัวว่าราคาบิตคอยน์จะวิ่งแรง ถ้าราคาไม่วิ่งแรงจริง เบี้ยนั้นเป็นของคุณ แต่ถ้าวิ่งแรงกว่าที่ตกลงไว้ คุณต้องจ่าย — และจ่ายได้เยอะกว่าเบี้ยที่เก็บมาหลายเท่า

งานของโปรแกรมคือตอบคำถามเดิม ๆ ที่ต้องตอบทุกวัน: ตอนนี้เบี้ยแพงพอจะขายไหม ควรขายแบบไหน ของที่ถืออยู่ตัวไหนต้องรีบจัดการ ถ้าจะปิดตอนนี้ได้เงินเท่าไรจริง ๆ และเดือนหนึ่งถอนเงินออกมาใช้ได้เท่าไร โดยไม่กินเงินต้น

ข้อแรกที่ต้องรู้: โปรแกรมนี้ไม่ส่งคำสั่งซื้อขายให้เลย มันไม่มีปุ่มซื้อ ไม่มีปุ่มขาย ไม่มีปุ่มโอนเงิน — ไม่ใช่ปิดไว้ แต่ ไม่มีอยู่ในโปรแกรม คุณต้องไปกดเทรดเองที่เว็บ exchange แล้วค่อยกลับมาบันทึกในโปรแกรม นี่เป็นการออกแบบโดยตั้งใจ เพื่อให้คนยังเป็นคนตัดสินใจ

สีบนหน้าจอแปลว่าอะไร

ทั้งโปรแกรมใช้สามสีนี้ในความหมายเดียวกันหมด ไม่ว่าอยู่หน้าไหน

เขียว
ดี — ถ้าปิดตอนนี้เก็บเงินได้เกินครึ่งของที่เคยเก็บมา หรือตัวเลขนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ควรเป็น
เหลือง
ต้องดู — ยังไม่เสียหาย แต่มีเงื่อนไขบางอย่างที่ควรอ่านก่อนตัดสินใจ
แดง
เสียเงิน หรือมีข้อคัดค้านเชิงโครงสร้าง เช่น ปิดแล้วขาดทุน หรือความเสี่ยงไม่จำกัด

สีจะตาม ผลของการตัดสินใจ ไม่ใช่ตามตัวเลขดิบ เช่นช่องราคาปิดจะเขียวก็ต่อเมื่อ ปิดแล้วได้เงิน ไม่ใช่เพราะราคานั้นดูสวย

เริ่มใช้ครั้งแรก

  1. 1

    เปิดโปรแกรม

    เปิด Terminal พิมพ์ python -m qcoach.web.main แล้วเปิดเบราว์เซอร์ไปที่ 127.0.0.1:8787 โปรแกรมรันอยู่บนเครื่องคุณเท่านั้น ไม่ได้อยู่บนอินเทอร์เน็ต

  2. 2

    สร้างบัญชี แล้วเลือกตลาด

    ครั้งแรกจะเด้งไปหน้า Settings ให้ตั้งชื่อบัญชีและเลือกตลาด (Bybit หรือ Deribit) ตลาดที่เลือกเปลี่ยนทีหลังไม่ได้ เพราะทุกอย่างในบัญชีนั้นผูกกับตลาดนี้ — เหรียญที่เทรดได้ ค่าธรรมเนียม สกุลเงินที่บันทึกกำไรขาดทุน ถ้าอยากใช้อีกตลาด ให้สร้างบัญชีใหม่

  3. 3

    ใส่ API key (จะข้ามไปก่อนก็ได้)

    ใส่ในหน้า Settings ใช้แบบ อ่านอย่างเดียว ก็พอ เพราะโปรแกรมไม่มีคำสั่งอะไรนอกจากอ่าน ถ้ายังไม่ใส่ ทุกอย่างยังใช้ได้หมด แค่ต้องพิมพ์โพซิชันเองแทนการดึงอัตโนมัติ

  4. 4

    ตั้งเงินทุนที่ยอมให้ใช้

    ในหน้า Settings เหมือนกัน ถ้าไม่ตั้ง โปรแกรมจะยังจัดอันดับกลยุทธ์ให้ได้ แต่จะ บอกจำนวนสัญญาที่ควรเปิดไม่ได้ — และมันจะบอกตรง ๆ ว่าบอกไม่ได้ ไม่ใช่เดาให้

ใช้จริงในหนึ่งวัน

  1. 1

    เปิดมาที่หน้า Portfolio

    ดูก่อนว่าถืออะไรอยู่ และมีอะไรต้องจัดการ — คำถามแรกของทุกวันคือคำถามนี้เสมอ

  2. 2

    เคลียร์แถบเตือนสีเหลืองถ้ามี

    แปลว่าของในโปรแกรมกับของจริงในตลาดไม่ตรงกัน กด Import ให้ตรงก่อน ไม่งั้นตัวเลขทุกตัวหลังจากนี้คิดจากข้อมูลผิด

  3. 3

    ไปหน้า Coach อ่านสรุป

    บอกว่าตลาดตอนนี้เป็นแบบไหน ของที่ถืออยู่เสี่ยงตรงไหน และตัวไหนต้องแก้ก่อน (เรียงตามความด่วนแล้ว)

  4. 4

    ถ้าจะเปิดของใหม่ ไปหน้า Screener

    ดูรายการที่เปิดได้จริง อ่านช่อง Edge retention ถ้าต่ำกว่า 40% แปลว่าเงินส่วนใหญ่หายไปกับส่วนต่างราคา

  5. 5

    ไปกดเทรดเองที่ exchange แล้วกลับมาบันทึก

    กด “Record a leg” ในหน้า Portfolio บันทึกทันทีในวันนั้น เพราะโปรแกรมจะถ่ายภาพสภาพตลาด ณ วินาทีที่บันทึกเก็บไว้ — ข้อมูลนี้ย้อนกลับไปเก็บทีหลังไม่ได้เลย และเป็นวัตถุดิบที่ทำให้โปรแกรมเรียนรู้สไตล์คุณ

หน้าจอทั้ง 8 หน้า

แต่ละหน้าตอบคำถามคนละข้อ ไม่ต้องใช้ครบทุกวัน

Portfolio สมุดพอร์ต

ของที่ถืออยู่ทั้งหมด พร้อมราคาที่ปิดได้จริงถ้าปิดตอนนี้ และตัวไหนกินเงินประกันเยอะสุด

ใช้ยังไง
ดูช่อง Capture% เป็นหลัก แถวไหนเขียวคือปิดแล้วเก็บกำไรได้เกินครึ่ง แดงคือปิดแล้วขาดทุน
ข้อดี
เรียงเหรียญที่ใช้เงินประกันมากสุดไว้บนสุด ตัวที่ควรลดจะอยู่ตรงหน้าเลย
ข้อจำกัด
ถ้าใช้ตลาด Deribit ช่องเงินประกันจะขึ้น ? เพราะโปรแกรมยังไม่ได้ทำสูตรของตลาดนั้น ให้ดูจากหน้าจอของ exchange แทน — โปรแกรมเลือกที่จะไม่เดา

Screener หาของที่จะเปิด

ไล่หากลยุทธ์ทั้งหมดที่เปิดได้ตอนนี้ พร้อมบอกว่าได้เงินจริงเท่าไรหลังหักทุกอย่าง

ใช้ยังไง
ดู Net credit (เงินที่ได้จริง) เทียบกับ Mid (ราคากลางที่ดูดีเกินจริง) และดูป้าย “uncapped tail” ว่าตัวนั้นขาดทุนได้ไม่จำกัดหรือเปล่า
ข้อดี
ไม่หลอกตัวเอง โปรแกรมทั่วไปโชว์ราคากลาง ซึ่งขายจริงไม่ได้ราคานั้น
ข้อจำกัด
ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายตอนปิด เพราะยังไม่รู้ว่าจะปิดเมื่อไรและเพราะอะไร

Matrix ตารางผลตอบแทน

ตารางใหญ่ ๆ บอกว่าถ้าขายที่ราคาไหน อายุกี่วัน จะได้ผลตอบแทนต่อปีกี่เปอร์เซ็นต์

ใช้ยังไง
กวาดตาหาช่องสีเขียว แล้วค่อยไปดูรายละเอียดตัวนั้นในหน้า Screener
ข้อดี
เห็นภาพรวมทั้งกระดานในหน้าจอเดียว แทนที่จะดูทีละตัว
ข้อจำกัด
ช่องที่มีป้าย est คือไม่มีคนตั้งราคาฝั่งที่เราต้องใช้ ตัวเลขนั้นเป็นการประมาณ ไม่ใช่ราคาที่กดได้

Intelligence อ่านตลาด

ตอบคำถามเดียว: ตอนนี้เบี้ยประกันแพงหรือถูก และตลาดกำลังกลัวอะไร

ใช้ยังไง
ดู VRP ก่อนตัวอื่น เป็นบวกกว้าง ๆ = ขายคุ้ม ติดลบ = ไม่มีเอจให้ขาย
ข้อดี
เทียบกับตลาด Deribit ซึ่งใหญ่กว่าให้ด้วย แต่ติดป้ายชัดว่าเป็นแค่ข้อมูลอ้างอิง ไม่ใช่สัญญาณ
ข้อจำกัด
ช่อง IV rank จะขึ้นว่า “only N tracked so far” จนกว่าจะเปิดโปรแกรมทิ้งไว้ครบ 20 วัน เพราะการจัดอันดับจากข้อมูล 3 วันไม่ใช่การจัดอันดับ

Coach ที่ปรึกษา

หน้าที่รวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน: สรุปพอร์ต งานที่ต้องทำเรียงตามความด่วน การต่ออายุสัญญา และการทดสอบว่าถ้าตลาดพังจะเป็นยังไง

ใช้ยังไง
อ่านรายการ “Needs attention” จากบนลงล่าง กดปุ่ม Roll ที่แถวไหนก็ได้เพื่อดูตัวเลือกการต่ออายุ
ข้อดี
คะแนนทุกตัวกางให้ดูว่ามาจากไหน บวกลบกี่แต้มเพราะอะไร ไม่ใช่คะแนนลอย ๆ ที่เถียงไม่ได้
ข้อจำกัด
ช่องถามตอบต้องไปใส่ Advisor key ของ OpenRouter เองก่อนที่หน้า Settings (คนละอันกับคีย์ของ exchange) ข้อดีคือเลือกได้ว่าจะใช้ AI เจ้าไหน เปลี่ยนได้ตลอดโดยไม่ต้องแก้โปรแกรม และถึงจะตอบมา โปรแกรมก็จะ ไล่เช็คว่าตัวเลขในคำตอบมีอยู่ในข้อมูลจริงไหม ถ้าไม่มีจะขึ้นเตือนสีแดงว่าอาจถูกกุขึ้น

Income รายได้ต่อเดือน

ตอบคำถามที่ต่างจากทุกหน้า: กำไรที่ทำได้ เอามาใช้เป็นรายได้จริงได้ไหม

ใช้ยังไง
ดูตัวเลข Max preserving ตัวเดียว คือถอนได้เดือนละเท่าไรโดยเงินต้นไม่ลด
ข้อดี
บอกด้วยว่า “เดือนที่แย่ที่สุดลบเดือนดี ๆ ไปกี่เดือน” ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตัดสินจริงว่าเงินนี้ใช้ได้ไหม ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยที่ดูสวยเสมอ
ข้อจำกัด
ต้องมีข้อมูลอย่างน้อย 6 เดือนที่ปิดจบแล้ว และ การจำลองสร้างเดือนที่แย่กว่าเดือนที่แย่ที่สุดที่คุณเคยเจอไม่ได้ ถ้ายังไม่เคยผ่านตลาดพัง ตัวเลขความเสี่ยงจะมองโลกในแง่ดีเกินจริงเสมอ

Calculator เครื่องคิดเลข

ลองคิดก่อนทำ ว่าถ้าปิดที่ราคานี้จะเหลือเท่าไรหลังหักค่าธรรมเนียมทุกชั้น

ใช้ยังไง
กด “Load my open book” ดึงของที่ถืออยู่มาเลย แล้วแก้ตัวเลขราคาปิดดู ใส่ 0 = ปล่อยหมดอายุ
ข้อดี
ใช้สูตรค่าธรรมเนียมตัวเดียวกับตอนปิดจริง ตัวเลขจึงตรงกันถึงหลักสตางค์ ไม่ใช่สูตรคนละชุด
ข้อจำกัด
คิดที่ราคาปัจจุบันเท่านั้น ไม่ได้ทำนายว่าราคาจะไปทางไหน

Settings ตั้งค่า

บัญชี ตลาด API key เงินทุน และเป้ารายได้ต่อเดือน

ใช้ยังไง
ตั้งเงินทุนกับเพดานการใช้เงินประกัน แล้วโปรแกรมจะคำนวณจำนวนสัญญาให้ทุกหน้า
ข้อดี
ชื่อช่องเปลี่ยนตามตลาดที่เลือก จะได้ไม่วางรหัสผิดช่องแล้วมานั่งงมว่าทำไมต่อไม่ติด
ข้อจำกัด
API key เข้ารหัสไว้ก็จริง แต่การป้องกันหลักคือ โปรแกรมรันบนเครื่องคุณเครื่องเดียว อย่าเปิดให้เข้าจากอินเทอร์เน็ตตรง ๆ

ตัวเลข 5 ตัวที่ถ้าเข้าใจ ก็ใช้โปรแกรมนี้เป็นแล้ว

ราคากลาง ≠ ราคาที่ได้
ถ้ามีคนรับซื้อที่ 5 และคนขายที่ 25 ราคากลางคือ 15 แต่ ถ้าคุณจะขาย คุณได้ 5 ส่วนต่าง 10 นั้นตกเป็นของคนกลาง โปรแกรมนี้โชว์ทั้งสามตัวเลขคู่กันเสมอ เพื่อไม่ให้ลืมข้อนี้
Capture%
ถ้าปิดตอนนี้ จะเก็บเงินที่เคยเก็บมาได้กี่เปอร์เซ็นต์ ติดลบได้ — แปลว่าจอบอกว่ากำไร แต่พอปิดจริงกลับขาดทุน เพราะราคาบนจอเป็นราคาทฤษฎี
VRP
เบี้ยที่ตลาดยอมจ่าย ลบด้วยความผันผวนที่น่าจะเกิดขึ้นจริง เป็นบวก = ขายคุ้ม เป็นลบ = คุณกำลังรับความเสี่ยงในราคาถูกเกินไป
Edge retention
จากเงินที่ดูเหมือนจะได้ เหลือถึงมือจริงกี่เปอร์เซ็นต์หลังหักส่วนต่างราคาและค่าธรรมเนียม 90% = ดีลจริง 20% = ยกให้คนกลางเกือบหมด
Max preserving
ถอนได้เดือนละเท่าไรโดยเงินต้นไม่หด — ให้ดูตัวนี้ ไม่ใช่ Max sustainable ตัวหลังแค่รับประกันว่าไม่ล้มละลาย แต่ยอมให้เงินต้นหายไปเกือบหมดได้

ทำไมบางช่องขึ้นว่า “ยังบอกไม่ได้”

ไม่ใช่โปรแกรมพัง แต่เป็นการออกแบบ ระบบจะ ไม่แสดงสถิติที่ข้อมูลยังไม่พอจะรองรับ เพราะตัวเลขที่ดูน่าเชื่อแต่มาจากข้อมูล 3 ชิ้น อันตรายกว่าการไม่มีตัวเลขเลย

ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนเชื่อตัวเลข

สิ่งที่ระบบนี้จะไม่ทำ

ไม่ส่งคำสั่งซื้อขาย ไม่โอนเงิน ไม่ถอนเงิน ไม่แสดงตัวเลขที่ข้อมูลไม่รองรับ ไม่เอาเงินคนละสกุลมาบวกกัน ไม่เอาสูตรของตลาดหนึ่งไปใช้กับอีกตลาด และไม่ซ่อนความเสี่ยงที่กำลังโตขึ้นไว้หลังราคาบนจอที่ดูดี

การตัดสินใจว่าจะเทรดหรือไม่ และการกดเทรด ยังเป็นของคุณทั้งหมด

เอกสารนี้อธิบายโปรแกรมที่รันบนเครื่องคุณเอง ไม่ใช่บริการทางการเงิน การขายออปชันมีความเสี่ยงขาดทุนสูง และบางรูปแบบขาดทุนได้ไม่จำกัด